2007/Nov/27





 

ด้วยความสัตย์จริง,
ฉันไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าเขาจะยังอยากอยู่กับฉันหรือไม่ 


ถ้าเขาจากไปตอนนี้ มันก็คงเหมือนเพลง if you leave me now ของคณะ the chicago
เขาจะพรากเอาส่วนที่ใหญ่ที่สุดของชีวิตฉันไปด้วย

แต่ยังก่อน...ฉันรู้ดีกว่านั้น,
ฉันอาจจะร้องไห้ให้ผู้ชายคนนี้สักสองสามชั่วโมง
และร้องไห้ให้กับความรักครั้งที่เปลืองเปล่าที่สุดเท่าที่เคยมีมาไปทั้งชีวิต

 แต่ฉันจะเป็นผู้หญิงอกหักที่มีความสุขที่สุดในโลก
ฉันจะมีความสุขกับงานที่รัก, กับครอบครัวที่รักฉันอย่างไม่มีอะไรมาแทนได้, กับเพื่อนดีๆ รอบตัว, กับลมฤดูหนาว ดาวฤดูร้อนและกับทุกวินาทีที่ใจได้พบความสงบ

แล้วฉันก็อดถามตัวเองไม่ได้
นี่เรามาถึงจุดที่สามารถนิ่งเฉยกับเรื่องความรักรวดเร็วขนาดนี้เลยหรือ?

edit @ 27 Nov 2007 00:31:51 by l'amour en poste

2007/Oct/01

ถูกตัวหนังสือตีแสกหน้ามาเสียยับเยิน
พอตั้งตัวติดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องรีบยกเอาข้อความเจ้ากรรมมาวางไว้
ไม่ใช่อะไร, กลัวลืม


1.
ผมว่ามีแต่หัวใจเท่านั้นที่เป็นต่อ ถ้ารักกันที่คารมมันก็ประเดี๋ยวประด๋าว
เคยมีคนเขียนจดหมายมาถามว่า จีบผู้หญิงจะต้องพูดอย่างไร
ผมตอบไปว่า พูดความจริงสิครับ รักใครต้องพูดความจริง

2.
ส่วนใหญ่ของปัญหาครอบครัวคือ ฝ่ายชายเห็นแก่ตัว มีคนใหม่
ปัญหานี้จะไปแก้ที่ไหนได้ ต้องแก้ที่ผู้ชาย แล้วผู้หญิงเล่าทำอย่างไรต่อ
ทำตัวเองให้มีค่าสิครับ ทำอย่างไรก็ได้ให้เขาให้เกียรติเรา
ในความรักแล้ว ไม่ควรมีใครที่จะต้องพยายามยอมใครมากจนเกินไป

ถ้าทำตัวมีค่าถึงขนาดนั้นแล้วเขายังไม่ให้เกียรติเราอีก เขานั่นแหละที่ไม่มีค่า

3.
ผมสังเกตอย่างหนึ่งว่า ผู้หญิงที่มีอะไรในตัวเอง มีความดี มีความสามารถ
ไม่ว่าเรื่องความรักจะจบลงอย่างไรก็ตาม เธอจะไม่เจ็บปวดมาก
มีชีวิตอยู่ได้ สังคมไม่เกิดปัญหาด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงน่าจะคิดคือ ใช่ว่าขาดเขาแล้วเราจะอยู่ไม่ได้
แทนการคิดว่าจะเอาอะไรมัดใจเขา ของอย่างนี้มัดกันไม่ได้หรอกครับ มัดแล้วก็แกะได้
แต่ถ้าจะอยู่ด้วยกัน มันก็อยู่ด้วยกัน



ทั้งสามข้อนี้มาจากรวมบทสัมภาษณ์คุณประภาส ชลศรานนท์, หนังสือ หลังตู้เย็น

ขอบคุณนะคะคุณประภาส
สำหรับมุมคิดที่ช่วยยืนยันว่าฉันมาถูกทางแล้ว


2007/Sep/15




คนเรานี่ใช้เวลานานนะกว่าจะตื่น



ทั้งที่พอตื่นขึ้นมาแล้ว ความเป็นจริงมันก็ไม่ได้แย่ไปหมดเสียหน่อย
ไม่รู้ว่าเอาเวลาไปอยู่กับความเพ้อฝันทำไมตั้งนาน


ปีหน้าก็จะอายุยี่สิบสี่แล้ว, สมควรอย่างยิ่งที่จะจริงจังกับทิศทางการดำเนินชีวิตได้เสียที
ถ้าไม่หางาน ก็ไปเรียนต่อ ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งนีให้สำเร็จ
ส่วนเรื่องจิตใจก็เป็นจังหวะดีที่จะเริ่มเติมตัวเองให้เต็ม
ก็...คนที่ข้างในถมไม่เต็มน่ะ ลงเอยกับใครไม่ได้หรอก
มีแต่จะคาดหวังให้ใครสักคนมาดูแล, รู้จักรับ แต่ไม่รู้จักให้ ไม่เวิร์คหรอกนะ

สำหรับที่เคยคิดไว้ว่าในวันเกิดปีที่อายุย่างเข้ายี่สิบห้า อยากจะไปอยู่ที่หัวหิน
ก็ยังเหมือนเดิม แต่ความตั้งใจเปลี่ยนไปแล้วล่ะ
ไม่ใช่ว่าหวังลมๆ แล้งๆ ว่าใครคนหนึ่งจะจดจำคำพูดของเขาได้ และกลับมาหา
เป็นเพราะอยากเผชิญหน้ากับอดีตแบบเต็มๆ ตาต่างหาก

มานึกดู ฉันน่าจะเจ็บปวดจนไม่อยากเหยียบย่างไปที่หัวหินอีกแม้สักครั้งมากกว่า
ปรากฎว่าแปลกดี, ไม่ยักเป็นอย่างนั้นสักนิด

หัวหิน, เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นั่น...
เคยได้มาเยียวยาแผลที่คนรักเก่าทำไว้ด้วยการเมาและร้องไห้กับเพื่อนสนิท
เคยได้ใช้เวลาหนึ่งบ่ายร่วมกับผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษที่สุด
เคยได้กลับมาอีกครั้งกับคนรักเก่า ในวันที่ไม่เหลืออะไรนอกจากความเย็นชากับหัวใจที่แหลกสลายสองดวง
เคยได้มีความสุขชั่วยามเมื่ออยู่กับคนเคยรัก ก่อนที่จะพบว่าเขาเพียงต้องการใครก็ได้, ไม่จำเป็นต้องเป็นฉัน
เคยได้เห็นน้ำใจของเพื่อนรัก ได้พบว่ากัลยาณมิตรนั้นมีค่าเพียงไหน


ให้กี่ปีผ่าน ก็ลืมไม่ลง


ขอเวลาสักหน่อยนะ, ให้ฉันได้กอบกู้ความภูมิใจในตัวเองมาให้เรียบร้อยเสียก่อน
แล้วฉันจะกลับไปอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง :)